ประกาศผลคัดเลือกนักแสดง 5 คนสุดท้าย
ประกาศผลคัดเลือกนักแสดง 5 คนสุดท้าย

นักแสดงหญิง 2 คน

1. นางสาว นรวรรณ เศรษฐรัตนพงศ์ (ออม)

2. นางสาว เบสตี้ ชัยรุ่งโรจน์ (เบสตี้)

นักแสดงชาย 3 คน

1. นาย ณัชคุณ ธีรกิจโกศล (ปลื้ม) 

2. นาย กรัณ ดรัลพงศ์ (เต้) 

3.นาย พงศธร ผดุงเกียรติวงศ์ (กรีน)

ทาง Nawalart Nimit ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการคัดเลือกทุกท่าน ส่วนอีก 15 คนที่ผ่านเข้ารอบแรก ทางทีมงานจะติดต่อให้มาร่วมแสดงซีรีส์ในบทอื่นๆ อีกครั้ง รอติดตามผลงานของพวกเขาได้ เร็วๆนี้  โดยสามารถติดตามรายละเอียด และข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับซีรีส์ได้ทาง เว็บไซต์ Mello.me สื่อ Social Media ของททาง @MelloThailand และ Hotel Star The Series พร้อมด้วย https://www.nawalartnimit.com/

**หมายเหตุ การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

ประกาศผลคัดเลือกนักแสดง 5 คนสุดท้าย
ประกาศผลคัดเลือกนักแสดง 5 คนสุดท้าย

นักแสดงหญิง 2 คน

1. นางสาว นรวรรณ เศรษฐรัตนพงศ์ (ออม)

2. นางสาว เบสตี้ ชัยรุ่งโรจน์ (เบสตี้)

นักแสดงชาย 3 คน

1. นาย ณัชคุณ ธีรกิจโกศล (ปลื้ม) 

2. นาย กรัณ ดรัลพงศ์ (เต้) 

3.นาย พงศธร ผดุงเกียรติวงศ์ (กรีน)

ทาง Nawalart Nimit ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการคัดเลือกทุกท่าน ส่วนอีก 15 คนที่ผ่านเข้ารอบแรก ทางทีมงานจะติดต่อให้มาร่วมแสดงซีรีส์ในบทอื่นๆ อีกครั้ง รอติดตามผลงานของพวกเขาได้ เร็วๆนี้  โดยสามารถติดตามรายละเอียด และข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับซีรีส์ได้ทาง เว็บไซต์ Mello.me สื่อ Social Media ของททาง @MelloThailand และ Hotel Star The Series พร้อมด้วย https://www.nawalartnimit.com/

**หมายเหตุ การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

ประกาศผลแคสติ้งรอบแรก
ประกาศผลแคสติ้งรอบแรก

ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการคัดเลือกรอบแรก นักแสดง Hotel Stars The Series สูตรรักนักการโรงแรม จำนวน 20 คน มีรายชื่อ ดังนี้

ฝ่ายหญิง 8 คน

1. นางสาว นรวรรณ เศรษฐรัตนพงศ์ (ออม)

2. นางสาว ณิชชา ฉัตรไชยเดช (อิ๊งค์กี้)

3. นางสาว อัฐริญญา อึ้งศิลป์ศรีกุล (อาหลี)

4. นางสาว อาณิก้า ฮอร์แมน (ณิก้า)

5. นางสาว รมิดา ปริพินิจฉัย (ไอซ์)

6. นางสาว เบสตี้ ชัยรุ่งโรจน์ (เบสตี้)

7. นางสาว ปรางค์เนตร ถาใจ (ไหม)

8. นางสาว นัฐรุจี วิศวนารถ (ตังตัง)

ฝ่ายชาย 12 คน

1. นาย ปริญญา อังสนันท์ (ก๊กเลี้ยง) 

2. นาย นิติธร อัครโชติโสภณ (อัส)

3. นาย เขมินท์ แสนเมืองชิน (โซ่)

4. นาย ธรรมนูญ พิชิตสุรกิจ (สุ่ยปั้ง) 

5. นาย ณัชคุณ ธีรกิจโกศล (ปลื้ม) 

6. นาย นัฐนนท์ มะโฬงคำ (ปอ)

7. นาย ณธรรศ ตันเจริญ (ท็อป) 

8. นาย ธนาวินท์ ดวงเนตร (มาวิน) 

9. นาย กรัณ ดรัลพงศ์ (เต้) 

10. นาย ธนธรณ์ เจริญรัตนพร (ปอร์เช่) 

11. นาย ณัฏฐ์ธรรศ คุณากรเกียรติ (ไฮเตอร์) 

12. นาย พงศธร ผดุงเกียรติวงศ์ (กรีน)

ทางทีมงานจะแจ้งรายละเอียดการนัดหมาย เวลา และสถานที่ ไปยัง E-mail ของผู้ผ่านเข้ารอบ และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจเข้าร่วมในการแคสติ้งในครั้งนี้

ติดตามการประกาศผลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ Mello.me และแอปพลิเคชัน Mello Thailand
คลิก >> https://mello.me/update/370

#MelloThailand #HotelStarsTheSeries #SBFIVE #Nawalartnimit

**หมายเหตุ การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

ประกาศผลแคสติ้งรอบแรก
ประกาศผลแคสติ้งรอบแรก

ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการคัดเลือกรอบแรก นักแสดง Hotel Stars The Series สูตรรักนักการโรงแรม จำนวน 20 คน มีรายชื่อ ดังนี้

ฝ่ายหญิง 8 คน

1. นางสาว นรวรรณ เศรษฐรัตนพงศ์ (ออม)

2. นางสาว ณิชชา ฉัตรไชยเดช (อิ๊งค์กี้)

3. นางสาว อัฐริญญา อึ้งศิลป์ศรีกุล (อาหลี)

4. นางสาว อาณิก้า ฮอร์แมน (ณิก้า)

5. นางสาว รมิดา ปริพินิจฉัย (ไอซ์)

6. นางสาว เบสตี้ ชัยรุ่งโรจน์ (เบสตี้)

7. นางสาว ปรางค์เนตร ถาใจ (ไหม)

8. นางสาว นัฐรุจี วิศวนารถ (ตังตัง)

ฝ่ายชาย 12 คน

1. นาย ปริญญา อังสนันท์ (ก๊กเลี้ยง) 

2. นาย นิติธร อัครโชติโสภณ (อัส)

3. นาย เขมินท์ แสนเมืองชิน (โซ่)

4. นาย ธรรมนูญ พิชิตสุรกิจ (สุ่ยปั้ง) 

5. นาย ณัชคุณ ธีรกิจโกศล (ปลื้ม) 

6. นาย นัฐนนท์ มะโฬงคำ (ปอ)

7. นาย ณธรรศ ตันเจริญ (ท็อป) 

8. นาย ธนาวินท์ ดวงเนตร (มาวิน) 

9. นาย กรัณ ดรัลพงศ์ (เต้) 

10. นาย ธนธรณ์ เจริญรัตนพร (ปอร์เช่) 

11. นาย ณัฏฐ์ธรรศ คุณากรเกียรติ (ไฮเตอร์) 

12. นาย พงศธร ผดุงเกียรติวงศ์ (กรีน)

ทางทีมงานจะแจ้งรายละเอียดการนัดหมาย เวลา และสถานที่ ไปยัง E-mail ของผู้ผ่านเข้ารอบ และขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจเข้าร่วมในการแคสติ้งในครั้งนี้

ติดตามการประกาศผลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ Mello.me และแอปพลิเคชัน Mello Thailand
คลิก >> https://mello.me/update/370

#MelloThailand #HotelStarsTheSeries #SBFIVE #Nawalartnimit

**หมายเหตุ การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุด

ค้นหานักแสดงหน้าใหม่
ค้นหานักแสดงหน้าใหม่

ค้นหานักแสดงหน้าใหม่
ค้นหานักแสดงหน้าใหม่

The High Path สูงแค่ไหน ไปให้ถึง | เริ่ม 19 เม.ย.นี้
The High Path สูงแค่ไหน ไปให้ถึง | เริ่ม 19 เม.ย.นี้

The High Path สูงแค่ไหน ไปให้ถึง ทุกวันอังคาร เวลา 22.20 – 23.20 น. ทางช่อง 3 SD ช่อง 28

พบกับการเดินทางของเหล่าดาราทั่วฟ้าเมืองไทย ที่จะพาคุณไปท่องเที่ยวด้วยมุมมองที่ จะทำให้คุณได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น และไม่ว่ายอดสูงจะอยู่ที่ใด กลางขุนเขาหรือเหนือผืนทะเลน้ำที่กว้างใหญ่ เราจะพาคุณก้าวไปสู่สุดยอดบนยอดสูง ในรายการThe High Path สูงแค่ไหนไปให้ถึงThe High Path สูงแค่ไหน ไปให้ถึง ทุกวันอังคาร เวลา 22.20 – 23.20 น. ทางช่อง 3 SD ช่อง 28

The High Path สูงแค่ไหน ไปให้ถึง | เริ่ม 19 เม.ย.นี้
The High Path สูงแค่ไหน ไปให้ถึง | เริ่ม 19 เม.ย.นี้

The High Path สูงแค่ไหน ไปให้ถึง ทุกวันอังคาร เวลา 22.20 – 23.20 น. ทางช่อง 3 SD ช่อง 28

พบกับการเดินทางของเหล่าดาราทั่วฟ้าเมืองไทย ที่จะพาคุณไปท่องเที่ยวด้วยมุมมองที่ จะทำให้คุณได้เห็นโลกที่กว้างขึ้น และไม่ว่ายอดสูงจะอยู่ที่ใด กลางขุนเขาหรือเหนือผืนทะเลน้ำที่กว้างใหญ่ เราจะพาคุณก้าวไปสู่สุดยอดบนยอดสูง ในรายการThe High Path สูงแค่ไหนไปให้ถึงThe High Path สูงแค่ไหน ไปให้ถึง ทุกวันอังคาร เวลา 22.20 – 23.20 น. ทางช่อง 3 SD ช่อง 28

กว่าจะเป็นหนังเรื่องหนึ่งไม่ง่าย!! คุยกับสองผู้กำกับ จากหนังรัก Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด
กว่าจะเป็นหนังเรื่องหนึ่งไม่ง่าย!! คุยกับสองผู้กำกับ จากหนังรัก Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด

นับว่าเป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกของไทยเพียงเรื่องที่เข้าฉายในสัปดาห์นี้ สำหรับ Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด ผลงานการสร้างจากค่ายหนังน้องใหม่ ณวลาร์ท นิมิต ของ เป๊ป ณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม ซึ่งนักแสดงมากฝีมือแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมแสดง นำโดย เต้ย จรินทร์พร, บอย ปกรณ์ และ หลุยส์ สก๊อต ที่มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักในครั้งนี้

โดยภาพยนตร์รักโรแมนติก Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด ถือเป็นการกลับมากำกับภาพยนตร์อีกครั้งในรอบ 9 ปีของ ซ้ง ธรธร สิริพันธ์วราภรณ์ ที่ผันตัวไปสู่การกำกับละครหลายปี และเป็นการกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกของ เจ๋ง ถิรกร ปิยธรรมชัย ผู้กำกับละครมากฝีมือ ซึ่งกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกสร้างออกมาอย่างเสร็จสมบูรณ์ดังที่คอหนังได้ชมกันในวันนี้นั้น ก็ย่อมผ่านอุปสรรคมาหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการยกกองไปถ่ายทำต่างประเทศ การแข่งกับเวลา สภาพอากาศ และกว่าจะมาเป็นหนังรักเรื่องหนึ่งเบื้องหลังการทำงานจะยากลำบากกันแค่ไหน จะเป็นอย่างไรบ้างไปฟังกัน

ที่มาที่ไปของหนัง Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด

เจ๋ง – “เราเล่าเรื่องของความรักที่ถูกแรงดึงดูดถูกคำว่าพรหมลิขิตดึงมาหากัน ตัวละครที่เราสร้างขึ้นมาคือฟ้า เป็นตัวละครที่ผิดหวังกับความรักมาตลอด และไม่เคยเชื่อมั่นในพรหมลิขิตเลย จนกระทั่งมาเจอกับผู้ชายที่เชื่อมั่นในพรหมลิขิตมากๆ อย่างเซน ก็เลยทำให้เรื่องราวมันเกิดขึ้น แต่มันก็มีอีกตัวละครหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันเป็นอีกความคิดหนึ่งที่หายไปไม่ได้ก็คือรักแท้ หรือความพยายาม ใครสักคนหนึ่งที่ทุ่มเทเพื่อความรักทั้งหมดให้กับคนๆ หนึ่ง เราก็เลยเอาสองประเด็นนี้มารวมกันจนเกิดเป็นพล็อตเรื่อง รักแท้…แพ้แรงดึงดูด”

ซ้ง – “มันมีเรื่องจริงอยู่ มันเป็นเรื่องของความรัก ความบังเอิญ เราก็เลยไปตีความว่ามันเป็นเรื่องของพรหมลิขิตและได้ไดเดียมาว่าเอาเรื่องนี้มาทำเป็นภาพยนตร์ ประเด็นนี้เลยเป็นที่มาของการสร้างเรื่องราวขึ้น”

กระแสตอบรับของ Gravity Of Love

ซ้ง – “จริงๆ หนังมันมีแนวทางของมันค่อนข้างเยอะ เรารู้สึกชอบตรงที่ว่าบรรยากาศหนังไทยมันมีหลากแนว มันมาประจวบเหมาะอยู่ในปีนี้ แล้วบังเอิญเราเป็นหนึ่งในนั้นที่ไม่ใช่เหมือนกับที่เขาทำกัน เราก็เป็นในอีกแบบหนึ่ง มันดีว่าที่เรื่องของเรามันมาอยู่ในช่วงนี้”

นักแสดงนำคือ เต้ย บอย และหลุยส์ ทำไมต้องเป็น 3 คนนี้?

เจ๋ง – “พอทำพล็อตทำเรื่องอะไรออกมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว สำหรับตัวนางเอกคนที่เด้งขึ้นมาอยู่ในใจเลยก็คือ เต้ย จรินทร์พร คาแรคเตอร์ของนางเอกมีความสดใส มีความเป็นผู้หญิงที่ดูธรรมดาแต่น่ารักไปหมด ดูเป็นคนที่มีอะไรน่าสนใจในตัวเอง ส่วน บอย ปกรณ์ เป็นนักแสดงที่จริงๆ ตัวเขาเป็นคนตลก แต่ว่าคาแรคเตอร์ดูนิ่ง เขาค่อนข้างแสดงออกทางอารมณ์ทางสายตาได้ออกมาดีมาก ทำให้เรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีอะไรที่น่าค้นหา

อีกตัวหนึ่งคือ หลุยส์ สก๊อต คือผู้ชายอบอุ่น มองหน้าเขาทีไร อยู่ใกล้ๆ แล้วอบอุ่น มันก็เลยทำให้เราจับคาแรคเตอร์ของ 3 คนนี้ตรงกันกับคาแรคเตอร์ของตัวละครที่เราสร้างขึ้นมา ยิ่งเวลาอยู่ด้วยกันเคมีเข้ากันมาก ทั้งหลุยส์-บอย หลุยส์-เต้ย เต้ย-หลุยส์ เต้ย-บอย มันเข้ากันหมดเลย”

ทำไมต้องประเทศญี่ปุ่น?

ซ้ง – “เราเริ่มมองมาจากว่าตัวนางเอกเป็นคนไทย ตอนแรกเราก็คิดกันว่าประเทศไหนที่มันจะมีคนยึดมั่น เชื่อถือ เวลาเชื่ออะไรก็เชื่อจริงจัง เราก็เลยสร้างเรื่องราวว่าถ้าอย่างนั้นพระเอกเราเป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ส่วนนางเอกก็เหมือนเป็นตัวแทนคนไทย เราต้องการให้ขั้วมันตรงข้าม เราเลือกเมืองเซนได เมืองมันมีวัฒนธรรมและมีประสบการณ์เขาเคยผ่านซึนามิมา ประเทศเขาพังหมด แล้วเขาใช้เวลาตู้มเดียวเซ็ตเหมือนเดิมมาได้หมด

และที่นั่นมันยังมีสัญลักษณ์เรื่องของความรัก หินหัวใจ และหลังจากกลับมาประเทศไทยทำไมเราต้องไปที่ระนอง พอเทียบกับเซนไดแล้วอะไรที่มันจะมาเป็นขั้วกัน ในประเทศไทยมันจะเป็นอะไรได้ คือญี่ปุ่นเขามีพวกน้ำแร่ ที่ระนองนี่มีน้ำพุร้อน เซนไดมีหินหัวใจ ส่วนระนองก็มีหินหัวใจทะลุ ซึ่งมันเป็นจังหวะที่บังเอิญกันมาก แล้วมันสามารถพูดประเด็นที่เราต้องการพูดเรื่องพรหมลิขิตได้ 3 ที่ กรุงเทพ, เซนได และระนอง นี่คือที่เราวางเอาไว้”

อุปสรรคในการถ่ายทำภาพยนตร์

เจ๋ง – “ก็เป็นปกติครับ ไปถ่ายมันก็จะมีอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพอากาศที่หนาว เรื่องของโลเคชั่นที่บางทีไม่ได้ตามที่เราต้องการ อาจจะต้องมีการเปลี่ยนปรับแผนกันบ้าง ก็จะมีการประชุมปรับแผนกันตลอดทุกวันทุกนาทีที่ไป เพราะว่าเราต้องแข่งกับเวลาในการไป จำนวนฉากที่ค่อนข้างเยอะในการถ่ายทำทั้งหมด และตัวของเรื่องเองมันมีรายละเอียดและดีเทลเยอะมาก เราก็พยายามเก็บทุกอย่าง เพราะมันต้องนำเสนอทั้งสัญลักษณ์เรื่องเล่าต่างๆ ทุกเรื่องมันทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาตลอดเวลา”

ซ้ง – “คือระนองเนี่ยเราเลือกที่จะไปเกาะพยาม ซึ่งจริงๆ ในเรื่องมันมีเรื่องของความพยายาม ในการไปถ่ายทำมันก็ต้องใช้ความพยายามเหมือนกัน เพราะด้วยเส้นทางที่ต้องข้ามเรือไป เส้นทางบนเกาะมันก็ค่อนข้างลำบาก ขนอุปกรณ์ถ่ายทำไปก็ลำบาก ที่เซนไดเราก็เจออุปสรรคแบบนี้เหมือนกันเพราะเรานั่งรถไฟ และมีฉากที่ต้องถ่ายบนรถไฟ เพราะฉะนั้นเราต้องทำงานด้วยความรวดเร็ววิ่งกันให้ทัน เพราะรถไฟญี่ปุ่นตรงเวลามาก ใครไม่ทันก็ต้องตัดออกไป แล้วมันตลกตรงที่พอเรามาถ่ายที่ประเทศไทยมันก็เจออะไรที่คล้ายๆ กัน อันนั้นมันตรงเวลา แต่ของเรามันไม่ค่อยตรงเวลา มันตรงกันข้ามเลย ซึ่งก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง”

การกลับมากำกับภาพยนตร์อีกครั้งของ ซ้ง ธรธร

ซ้ง – “เอาจริงๆ ช่วงที่ไปทำละครมันก็ยังอยากทำหนังอยู่นะ เพราะสังเกตดูว่าผู้กำกับหนังที่ไปทำละครแล้วจะกลับมาทำหนังไม่ค่อยได้ เพราะงานมันค่อนข้างเยอะ ละครมันจะมีฉากไทม์มิ่งค่อนข้างยาว เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยากจะหาจังหวะมาทำ จริงๆ เรื่องนี้หลักๆ เลยจะต้องเป็นพี่เจ๋งกำกับ แต่เผอิญเขามาทางสายละคร แล้วต้องการพี่เลี้ยง เราก็เลยโอเคมันได้จังหวะมาทำ เพราะโดยธรรมชาติของเราจะชอบทางด้านภาพยนตร์อยู่แล้ว แม้กระทั่งทำละครเราก็ยังทำให้มันเป็นภาพยนตร์ พอได้มาทำมันก็เหมือนได้แอคทีฟ มีไฟ แต่ว่าก็ยังทำละครนะ”

การกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ เจ๋ง ถิรกร

เจ๋ง – “คือจริงๆ ก็อยู่ในวงการหนังอยู่นะ แต่ทำในส่วนของบทบ้าง พล็อตเรื่องบ้าง ผู้ช่วยบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้มากำกับจริงจัง ด้วยความที่มันมีไอเดียที่อยากจะทำอยู่เสมอก็พยายามสร้างเรื่องราวขึ้นมา ตื่นเต้นมากตอนนั้นเพราะรู้สึกว่าวิธีการทำงานมันต่างกัน แต่ก็ยังดีที่ได้พี่ซ้งมาช่วย พอพี่ซ้งมาปุ๊บทุกอย่างที่คิดไม่ออกมันก็คลายหมดเลย แล้วก็กลายเป็นว่าเราก็ได้เรียนรู้สิ่งที่ผู้กำกับหนังกับผู้กำกับละครไม่เหมือนกัน เพราะว่าเรากำกับละครมาไม่รู้กี่เรื่อง เราก็ทำงานของเราได้โดยไม่คิดอะไรมาก

แต่พอกำกับหนังปุ๊บสิ่งที่ต้องคิดหรือต้องเล่าเรื่องให้คนดูรู้ภายใน 90 นาทีหรือชั่วโมงครึ่งมันเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับเรา เพราะเราต้องทำเรื่อว 24 ชั่วโมง ซึ่งมันยาวความต่างกันตรงนี้บางทีมันทำให้เราสับสน บางทีหลงลืม หรือคาดไม่ถึง แต่พอได้ผู้ใหญ่มาช่วยทำให้ทุกอย่างมันสมบูรณ์ เหมือนเราเริ่ม พี่ซ้งมาตบให้หมดทุกอย่างมันก็ออกมาสมบูรณ์ สมบูรณ์กว่าครั้งไหนๆ ที่ทำมากับภาพยนตร์เรื่องนี้”

ใช้เวลาสร้างภาพยนตร์ Gravity Of Love นานแค่ไหน?

ซ้ง – “ในแง่ของการถ่ายทำมันไม่ได้ถึงกับเยอะ แต่ว่ามันมีปัญหาตรงที่ด้วยเราต้องไปถ่ายทำที่ต่างประเทศมันก็เลยจะมีแพลนของมัน แล้วเวลาไปต่างประเทศเราต้องลุยให้หมด เราไปอยู่ประมาณ 10 วัน เราต้องจัดการตรงนั้นให้หมด คือแค่แพลนว่าจะไปที่ต่างประเทศกับถ่ายในไทย หรือจะไประนองต้องรอเรื่องลมฟ้าอากาศ รอการท่องเที่ยวอนุมัติตรงไหนอะไรยังไงมันต้องใช้เวลา

มันเลยกลายเป็นว่าช่วงโปรดักชั่นเวลาไปพูดบางทีคนอาจจะล้อว่า หนังรักอะไรวะทำไมมันถ่ายกันนาน (หัวเราะ) ที่จริงมันเป็นเรื่องของระยะเวลา คือเวลาในการทำงานทั้งหมดตั้งแต่ทำบทจนออกมาสมบูรณ์ใช้เวลาปีกว่าๆ โดยเฉพาะบทมันแก้แล้วแก้อีก พอตอนถ่ายทำมันก็ใช้เวลาอีกหลายเดือนเหมือนกัน ไหนจะ Post-Production อีก บางคนสงสัยไปถ่ายที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ปีที่แล้วยังไม่เสร็จอีก นี่แหละคือปัญหา”

คิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีอะไรพิเศษที่แฟนๆ ไม่ควรพลาด

ซ้ง – “คือเราต้องมองอย่างนี้ว่าจริงๆ หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้สิ่งที่ต้องการให้กับคนดูคือความสุข ความสนุก ซึ่งมันเป็นบรรทัดฐานอยู่แล้ว บางครั้งเราบอกว่ามันไม่เหมือนกันในแต่ละความรัก ใช้คำว่าไปหยิบหัวใจของเรื่องความเชื่อในความรักออกมา แต่ว่ามันเป็นไปในทางนั้น บางทีเราไปแตะต้องในเรื่องที่คนสนใจ บางทีก็มองข้ามไป หรือมันไม่ได้เจอตรงๆ แต่พอมันมามาดูปุ๊บ เฮ้ย เรามาดูซิว่าถ้าเป็นเราจะตัดสินใจแก้ปัญหามันยังไง เราจะเลือกแบบไหน ฉะนั้นเลยมองว่าความโรแมนติกคอมเมดี้ของเรามันมีเนื้อตรงนี้ที่จะทำให้เราสนุกได้ ระหว่างดูอาจจะเปลี่ยนใจในความคิด เพราะว่ามันมีอะไรเข้ามาทำให้ใจมันเปลี่ยน หรือความรักมันเปลี่ยนได้ แล้วบางทีก็เห็นว่านี่มันชีวิตเรานี่ คิดว่าหนังมันจะตอบโจทย์ตรงนี้”

เจ๋ง – “คิดว่าหนังเรื่องนี้มันนำเสนอในมุมมองความรักของเราด้วย เราเป็นคนเชื่อในเรื่องของพรหมลิขิต เอาจริงๆ นะ เรารู้สึกว่าการที่คนอยู่ที่ที่หนึ่งไม่เคยรู้จักอีกคนหนึ่ง อยู่ๆ วันหนึ่งไปเจอกันแล้วมารักกันได้ มันเป็นเรื่องที่แปลก พอได้ทำหนังเรื่องนี้รู้สึกว่ามันเป็นการนำเสนอหนังที่เป็นความคิดดีของเราจริงๆ ทำให้เรารู้สึกว่าเข้าไปดูแล้วจะเลือกอะไร ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือมันจะทำให้คุณอิ่มไปกับความสุขของความรัก หรือความทุกข์ของความรัก ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะเชื่อแบบไหน เชื่อในรักแท้หรือเชื่อว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ พรหมลิขิต หรือจะเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่คุณจะคิดเองในการเจอใครสักคน พอได้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้มันทำให้เรามีความสุขอยากจะกลับไปหาคนที่บ้านที่รักเรา”

Gravity Of Love
รักแท้…แพ้แรงดึงดูด

ว่าด้วยเรื่องราวของ ฟ้า ผู้หญิงที่เคยผิดหวังกับความรักและคำว่า พรหมลิขิต กำลังตามแก้เผ็ดเหล่าแฟนเก่าที่ทำให้เธอต้องผิดหวัง แต่นั่นกลับทำให้เธอเผลอรั่วและได้พบกับ เซน ชายหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์ ที่เหมือนกับโชคชะตาดึงดูดให้ทั้งสองคนมาพบกัน

เมื่อเวลาผ่านไป ฟ้า วางแผนกับเพื่อนๆ ว่าจะไปเที่ยวเซนได ประเทศญี่ปุ่น โดยมี เต้ นักบินสุดหล่อเพื่อนสนิทที่แอบชอบและคอยดูแล ฟ้า มาตลอด ตั้งใจว่าจะใช้เวลาพิชิตใจ ฟ้า ให้ได้ในทริปนี้ ท่ามกลางแรงเชียร์ของเพื่อนๆ ที่อยากให้ทั้งคู่ลงเอยกัน

เมื่อแรงดึงดูดของโชคชะตา ทำให้ ฟ้า และ เซน ได้มาเจอกันอีกครั้ง ฟ้า จะตัดสินใจยังไงเมื่อเกิดสงครามเดิมพันระหว่าง คนที่ทุ่มเทเพื่อเธอมาตลอด กับ คนที่เหมือนเป็นแรงดึงดูดจากโชคชะตา คำถามจึงเกิดขึ้นในใจ ฟ้า ว่าถ้าจะมีรักแท้เราต้องยอมแพ้หรือเอาชนะโชคชะตา สุดท้ายแล้วผู้หญิงที่ดูเหมือนจะสวยเลือกได้อย่างฟ้าจะเลือกใคร หรือจะขอครองความเป็นโสดต่อไป

Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

กว่าจะเป็นหนังเรื่องหนึ่งไม่ง่าย!! คุยกับสองผู้กำกับ จากหนังรัก Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด
กว่าจะเป็นหนังเรื่องหนึ่งไม่ง่าย!! คุยกับสองผู้กำกับ จากหนังรัก Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด

นับว่าเป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกของไทยเพียงเรื่องที่เข้าฉายในสัปดาห์นี้ สำหรับ Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด ผลงานการสร้างจากค่ายหนังน้องใหม่ ณวลาร์ท นิมิต ของ เป๊ป ณพสิทธิ์ เที่ยงธรรม ซึ่งนักแสดงมากฝีมือแถวหน้าของเมืองไทยมาร่วมแสดง นำโดย เต้ย จรินทร์พร, บอย ปกรณ์ และ หลุยส์ สก๊อต ที่มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความรักในครั้งนี้

โดยภาพยนตร์รักโรแมนติก Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด ถือเป็นการกลับมากำกับภาพยนตร์อีกครั้งในรอบ 9 ปีของ ซ้ง ธรธร สิริพันธ์วราภรณ์ ที่ผันตัวไปสู่การกำกับละครหลายปี และเป็นการกำกับภาพยนตร์ครั้งแรกของ เจ๋ง ถิรกร ปิยธรรมชัย ผู้กำกับละครมากฝีมือ ซึ่งกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะถูกสร้างออกมาอย่างเสร็จสมบูรณ์ดังที่คอหนังได้ชมกันในวันนี้นั้น ก็ย่อมผ่านอุปสรรคมาหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการยกกองไปถ่ายทำต่างประเทศ การแข่งกับเวลา สภาพอากาศ และกว่าจะมาเป็นหนังรักเรื่องหนึ่งเบื้องหลังการทำงานจะยากลำบากกันแค่ไหน จะเป็นอย่างไรบ้างไปฟังกัน

ที่มาที่ไปของหนัง Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด

เจ๋ง – “เราเล่าเรื่องของความรักที่ถูกแรงดึงดูดถูกคำว่าพรหมลิขิตดึงมาหากัน ตัวละครที่เราสร้างขึ้นมาคือฟ้า เป็นตัวละครที่ผิดหวังกับความรักมาตลอด และไม่เคยเชื่อมั่นในพรหมลิขิตเลย จนกระทั่งมาเจอกับผู้ชายที่เชื่อมั่นในพรหมลิขิตมากๆ อย่างเซน ก็เลยทำให้เรื่องราวมันเกิดขึ้น แต่มันก็มีอีกตัวละครหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันเป็นอีกความคิดหนึ่งที่หายไปไม่ได้ก็คือรักแท้ หรือความพยายาม ใครสักคนหนึ่งที่ทุ่มเทเพื่อความรักทั้งหมดให้กับคนๆ หนึ่ง เราก็เลยเอาสองประเด็นนี้มารวมกันจนเกิดเป็นพล็อตเรื่อง รักแท้…แพ้แรงดึงดูด”

ซ้ง – “มันมีเรื่องจริงอยู่ มันเป็นเรื่องของความรัก ความบังเอิญ เราก็เลยไปตีความว่ามันเป็นเรื่องของพรหมลิขิตและได้ไดเดียมาว่าเอาเรื่องนี้มาทำเป็นภาพยนตร์ ประเด็นนี้เลยเป็นที่มาของการสร้างเรื่องราวขึ้น”

กระแสตอบรับของ Gravity Of Love

ซ้ง – “จริงๆ หนังมันมีแนวทางของมันค่อนข้างเยอะ เรารู้สึกชอบตรงที่ว่าบรรยากาศหนังไทยมันมีหลากแนว มันมาประจวบเหมาะอยู่ในปีนี้ แล้วบังเอิญเราเป็นหนึ่งในนั้นที่ไม่ใช่เหมือนกับที่เขาทำกัน เราก็เป็นในอีกแบบหนึ่ง มันดีว่าที่เรื่องของเรามันมาอยู่ในช่วงนี้”

นักแสดงนำคือ เต้ย บอย และหลุยส์ ทำไมต้องเป็น 3 คนนี้?

เจ๋ง – “พอทำพล็อตทำเรื่องอะไรออกมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว สำหรับตัวนางเอกคนที่เด้งขึ้นมาอยู่ในใจเลยก็คือ เต้ย จรินทร์พร คาแรคเตอร์ของนางเอกมีความสดใส มีความเป็นผู้หญิงที่ดูธรรมดาแต่น่ารักไปหมด ดูเป็นคนที่มีอะไรน่าสนใจในตัวเอง ส่วน บอย ปกรณ์ เป็นนักแสดงที่จริงๆ ตัวเขาเป็นคนตลก แต่ว่าคาแรคเตอร์ดูนิ่ง เขาค่อนข้างแสดงออกทางอารมณ์ทางสายตาได้ออกมาดีมาก ทำให้เรารู้สึกว่าผู้ชายคนนี้มีอะไรที่น่าค้นหา

อีกตัวหนึ่งคือ หลุยส์ สก๊อต คือผู้ชายอบอุ่น มองหน้าเขาทีไร อยู่ใกล้ๆ แล้วอบอุ่น มันก็เลยทำให้เราจับคาแรคเตอร์ของ 3 คนนี้ตรงกันกับคาแรคเตอร์ของตัวละครที่เราสร้างขึ้นมา ยิ่งเวลาอยู่ด้วยกันเคมีเข้ากันมาก ทั้งหลุยส์-บอย หลุยส์-เต้ย เต้ย-หลุยส์ เต้ย-บอย มันเข้ากันหมดเลย”

ทำไมต้องประเทศญี่ปุ่น?

ซ้ง – “เราเริ่มมองมาจากว่าตัวนางเอกเป็นคนไทย ตอนแรกเราก็คิดกันว่าประเทศไหนที่มันจะมีคนยึดมั่น เชื่อถือ เวลาเชื่ออะไรก็เชื่อจริงจัง เราก็เลยสร้างเรื่องราวว่าถ้าอย่างนั้นพระเอกเราเป็นลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น ส่วนนางเอกก็เหมือนเป็นตัวแทนคนไทย เราต้องการให้ขั้วมันตรงข้าม เราเลือกเมืองเซนได เมืองมันมีวัฒนธรรมและมีประสบการณ์เขาเคยผ่านซึนามิมา ประเทศเขาพังหมด แล้วเขาใช้เวลาตู้มเดียวเซ็ตเหมือนเดิมมาได้หมด

และที่นั่นมันยังมีสัญลักษณ์เรื่องของความรัก หินหัวใจ และหลังจากกลับมาประเทศไทยทำไมเราต้องไปที่ระนอง พอเทียบกับเซนไดแล้วอะไรที่มันจะมาเป็นขั้วกัน ในประเทศไทยมันจะเป็นอะไรได้ คือญี่ปุ่นเขามีพวกน้ำแร่ ที่ระนองนี่มีน้ำพุร้อน เซนไดมีหินหัวใจ ส่วนระนองก็มีหินหัวใจทะลุ ซึ่งมันเป็นจังหวะที่บังเอิญกันมาก แล้วมันสามารถพูดประเด็นที่เราต้องการพูดเรื่องพรหมลิขิตได้ 3 ที่ กรุงเทพ, เซนได และระนอง นี่คือที่เราวางเอาไว้”

อุปสรรคในการถ่ายทำภาพยนตร์

เจ๋ง – “ก็เป็นปกติครับ ไปถ่ายมันก็จะมีอุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสภาพอากาศที่หนาว เรื่องของโลเคชั่นที่บางทีไม่ได้ตามที่เราต้องการ อาจจะต้องมีการเปลี่ยนปรับแผนกันบ้าง ก็จะมีการประชุมปรับแผนกันตลอดทุกวันทุกนาทีที่ไป เพราะว่าเราต้องแข่งกับเวลาในการไป จำนวนฉากที่ค่อนข้างเยอะในการถ่ายทำทั้งหมด และตัวของเรื่องเองมันมีรายละเอียดและดีเทลเยอะมาก เราก็พยายามเก็บทุกอย่าง เพราะมันต้องนำเสนอทั้งสัญลักษณ์เรื่องเล่าต่างๆ ทุกเรื่องมันทำให้เกิดการแก้ไขปัญหาตลอดเวลา”

ซ้ง – “คือระนองเนี่ยเราเลือกที่จะไปเกาะพยาม ซึ่งจริงๆ ในเรื่องมันมีเรื่องของความพยายาม ในการไปถ่ายทำมันก็ต้องใช้ความพยายามเหมือนกัน เพราะด้วยเส้นทางที่ต้องข้ามเรือไป เส้นทางบนเกาะมันก็ค่อนข้างลำบาก ขนอุปกรณ์ถ่ายทำไปก็ลำบาก ที่เซนไดเราก็เจออุปสรรคแบบนี้เหมือนกันเพราะเรานั่งรถไฟ และมีฉากที่ต้องถ่ายบนรถไฟ เพราะฉะนั้นเราต้องทำงานด้วยความรวดเร็ววิ่งกันให้ทัน เพราะรถไฟญี่ปุ่นตรงเวลามาก ใครไม่ทันก็ต้องตัดออกไป แล้วมันตลกตรงที่พอเรามาถ่ายที่ประเทศไทยมันก็เจออะไรที่คล้ายๆ กัน อันนั้นมันตรงเวลา แต่ของเรามันไม่ค่อยตรงเวลา มันตรงกันข้ามเลย ซึ่งก็สนุกไปอีกแบบหนึ่ง”

การกลับมากำกับภาพยนตร์อีกครั้งของ ซ้ง ธรธร

ซ้ง – “เอาจริงๆ ช่วงที่ไปทำละครมันก็ยังอยากทำหนังอยู่นะ เพราะสังเกตดูว่าผู้กำกับหนังที่ไปทำละครแล้วจะกลับมาทำหนังไม่ค่อยได้ เพราะงานมันค่อนข้างเยอะ ละครมันจะมีฉากไทม์มิ่งค่อนข้างยาว เพราะฉะนั้นเราก็เลยอยากจะหาจังหวะมาทำ จริงๆ เรื่องนี้หลักๆ เลยจะต้องเป็นพี่เจ๋งกำกับ แต่เผอิญเขามาทางสายละคร แล้วต้องการพี่เลี้ยง เราก็เลยโอเคมันได้จังหวะมาทำ เพราะโดยธรรมชาติของเราจะชอบทางด้านภาพยนตร์อยู่แล้ว แม้กระทั่งทำละครเราก็ยังทำให้มันเป็นภาพยนตร์ พอได้มาทำมันก็เหมือนได้แอคทีฟ มีไฟ แต่ว่าก็ยังทำละครนะ”

การกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของ เจ๋ง ถิรกร

เจ๋ง – “คือจริงๆ ก็อยู่ในวงการหนังอยู่นะ แต่ทำในส่วนของบทบ้าง พล็อตเรื่องบ้าง ผู้ช่วยบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้มากำกับจริงจัง ด้วยความที่มันมีไอเดียที่อยากจะทำอยู่เสมอก็พยายามสร้างเรื่องราวขึ้นมา ตื่นเต้นมากตอนนั้นเพราะรู้สึกว่าวิธีการทำงานมันต่างกัน แต่ก็ยังดีที่ได้พี่ซ้งมาช่วย พอพี่ซ้งมาปุ๊บทุกอย่างที่คิดไม่ออกมันก็คลายหมดเลย แล้วก็กลายเป็นว่าเราก็ได้เรียนรู้สิ่งที่ผู้กำกับหนังกับผู้กำกับละครไม่เหมือนกัน เพราะว่าเรากำกับละครมาไม่รู้กี่เรื่อง เราก็ทำงานของเราได้โดยไม่คิดอะไรมาก

แต่พอกำกับหนังปุ๊บสิ่งที่ต้องคิดหรือต้องเล่าเรื่องให้คนดูรู้ภายใน 90 นาทีหรือชั่วโมงครึ่งมันเป็นเรื่องที่ใหม่สำหรับเรา เพราะเราต้องทำเรื่อว 24 ชั่วโมง ซึ่งมันยาวความต่างกันตรงนี้บางทีมันทำให้เราสับสน บางทีหลงลืม หรือคาดไม่ถึง แต่พอได้ผู้ใหญ่มาช่วยทำให้ทุกอย่างมันสมบูรณ์ เหมือนเราเริ่ม พี่ซ้งมาตบให้หมดทุกอย่างมันก็ออกมาสมบูรณ์ สมบูรณ์กว่าครั้งไหนๆ ที่ทำมากับภาพยนตร์เรื่องนี้”

ใช้เวลาสร้างภาพยนตร์ Gravity Of Love นานแค่ไหน?

ซ้ง – “ในแง่ของการถ่ายทำมันไม่ได้ถึงกับเยอะ แต่ว่ามันมีปัญหาตรงที่ด้วยเราต้องไปถ่ายทำที่ต่างประเทศมันก็เลยจะมีแพลนของมัน แล้วเวลาไปต่างประเทศเราต้องลุยให้หมด เราไปอยู่ประมาณ 10 วัน เราต้องจัดการตรงนั้นให้หมด คือแค่แพลนว่าจะไปที่ต่างประเทศกับถ่ายในไทย หรือจะไประนองต้องรอเรื่องลมฟ้าอากาศ รอการท่องเที่ยวอนุมัติตรงไหนอะไรยังไงมันต้องใช้เวลา

มันเลยกลายเป็นว่าช่วงโปรดักชั่นเวลาไปพูดบางทีคนอาจจะล้อว่า หนังรักอะไรวะทำไมมันถ่ายกันนาน (หัวเราะ) ที่จริงมันเป็นเรื่องของระยะเวลา คือเวลาในการทำงานทั้งหมดตั้งแต่ทำบทจนออกมาสมบูรณ์ใช้เวลาปีกว่าๆ โดยเฉพาะบทมันแก้แล้วแก้อีก พอตอนถ่ายทำมันก็ใช้เวลาอีกหลายเดือนเหมือนกัน ไหนจะ Post-Production อีก บางคนสงสัยไปถ่ายที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ปีที่แล้วยังไม่เสร็จอีก นี่แหละคือปัญหา”

คิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีอะไรพิเศษที่แฟนๆ ไม่ควรพลาด

ซ้ง – “คือเราต้องมองอย่างนี้ว่าจริงๆ หนังรักโรแมนติกคอมเมดี้สิ่งที่ต้องการให้กับคนดูคือความสุข ความสนุก ซึ่งมันเป็นบรรทัดฐานอยู่แล้ว บางครั้งเราบอกว่ามันไม่เหมือนกันในแต่ละความรัก ใช้คำว่าไปหยิบหัวใจของเรื่องความเชื่อในความรักออกมา แต่ว่ามันเป็นไปในทางนั้น บางทีเราไปแตะต้องในเรื่องที่คนสนใจ บางทีก็มองข้ามไป หรือมันไม่ได้เจอตรงๆ แต่พอมันมามาดูปุ๊บ เฮ้ย เรามาดูซิว่าถ้าเป็นเราจะตัดสินใจแก้ปัญหามันยังไง เราจะเลือกแบบไหน ฉะนั้นเลยมองว่าความโรแมนติกคอมเมดี้ของเรามันมีเนื้อตรงนี้ที่จะทำให้เราสนุกได้ ระหว่างดูอาจจะเปลี่ยนใจในความคิด เพราะว่ามันมีอะไรเข้ามาทำให้ใจมันเปลี่ยน หรือความรักมันเปลี่ยนได้ แล้วบางทีก็เห็นว่านี่มันชีวิตเรานี่ คิดว่าหนังมันจะตอบโจทย์ตรงนี้”

เจ๋ง – “คิดว่าหนังเรื่องนี้มันนำเสนอในมุมมองความรักของเราด้วย เราเป็นคนเชื่อในเรื่องของพรหมลิขิต เอาจริงๆ นะ เรารู้สึกว่าการที่คนอยู่ที่ที่หนึ่งไม่เคยรู้จักอีกคนหนึ่ง อยู่ๆ วันหนึ่งไปเจอกันแล้วมารักกันได้ มันเป็นเรื่องที่แปลก พอได้ทำหนังเรื่องนี้รู้สึกว่ามันเป็นการนำเสนอหนังที่เป็นความคิดดีของเราจริงๆ ทำให้เรารู้สึกว่าเข้าไปดูแล้วจะเลือกอะไร ความพิเศษของหนังเรื่องนี้คือมันจะทำให้คุณอิ่มไปกับความสุขของความรัก หรือความทุกข์ของความรัก ขึ้นอยู่กับคุณว่าจะเชื่อแบบไหน เชื่อในรักแท้หรือเชื่อว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญ พรหมลิขิต หรือจะเชื่อว่านั่นคือสิ่งที่คุณจะคิดเองในการเจอใครสักคน พอได้เข้าไปดูหนังเรื่องนี้มันทำให้เรามีความสุขอยากจะกลับไปหาคนที่บ้านที่รักเรา”

Gravity Of Love
รักแท้…แพ้แรงดึงดูด

ว่าด้วยเรื่องราวของ ฟ้า ผู้หญิงที่เคยผิดหวังกับความรักและคำว่า พรหมลิขิต กำลังตามแก้เผ็ดเหล่าแฟนเก่าที่ทำให้เธอต้องผิดหวัง แต่นั่นกลับทำให้เธอเผลอรั่วและได้พบกับ เซน ชายหนุ่มสุดเพอร์เฟกต์ ที่เหมือนกับโชคชะตาดึงดูดให้ทั้งสองคนมาพบกัน

เมื่อเวลาผ่านไป ฟ้า วางแผนกับเพื่อนๆ ว่าจะไปเที่ยวเซนได ประเทศญี่ปุ่น โดยมี เต้ นักบินสุดหล่อเพื่อนสนิทที่แอบชอบและคอยดูแล ฟ้า มาตลอด ตั้งใจว่าจะใช้เวลาพิชิตใจ ฟ้า ให้ได้ในทริปนี้ ท่ามกลางแรงเชียร์ของเพื่อนๆ ที่อยากให้ทั้งคู่ลงเอยกัน

เมื่อแรงดึงดูดของโชคชะตา ทำให้ ฟ้า และ เซน ได้มาเจอกันอีกครั้ง ฟ้า จะตัดสินใจยังไงเมื่อเกิดสงครามเดิมพันระหว่าง คนที่ทุ่มเทเพื่อเธอมาตลอด กับ คนที่เหมือนเป็นแรงดึงดูดจากโชคชะตา คำถามจึงเกิดขึ้นในใจ ฟ้า ว่าถ้าจะมีรักแท้เราต้องยอมแพ้หรือเอาชนะโชคชะตา สุดท้ายแล้วผู้หญิงที่ดูเหมือนจะสวยเลือกได้อย่างฟ้าจะเลือกใคร หรือจะขอครองความเป็นโสดต่อไป

Gravity Of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด เข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์

รีวิว Gravity of Love หนังรักโรแมนติกขายพระนางสไตล์ละครหลังข่าว
รีวิว Gravity of Love หนังรักโรแมนติกขายพระนางสไตล์ละครหลังข่าว

เป็นหนังรักที่ได้ดาราไม่ธรรมดาอย่าง เต้ย จรินทร์พร และ บอย ปกรณ์ มารับบทนำ ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกที่ญี่ปุ่น กับหนังที่ถูกปล่อยมาในช่วงปลายปีอย่างนี้ เชื่อเหลือเกินว่าแฟนคลับทั้งคู่คงจะตั้งตารอคอยผลงานที่ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้ง หลังจากเคยทำติ่งฟินจากละคร The Cupids ตอน กามเทพหรรษา เมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่สุดแล้วจะมาเป็น Gravity of Love หรือ รักแท้…แพ้แรงดึงดูด

 

หนังเรื่องนี้เล่ามุมมองความรักของ ฟ้า (เต้ย จรินทร์พร) สาวผู้เคยเชื่อในพรหมลิขิตที่จะทำให้เธอเจอรักแท้ แต่ความล้มเหลวในความสัมพันธ์ที่ผ่านมาทำให้ ฟ้า ไม่เชื่อเรื่องพรหมลิขิตอีกต่อไป จนกระทั่งมาพบกับ เซน (บอย ปกรณ์) โดยบังเอิญระหว่างเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นกับแก๊งเพื่อน ๆ หลังจากนั้น ฟ้า กับ เซน ก็ได้บังเอิญเจอกันอีกหลายครั้งจน เซนท้าพนันกับฟ้า ว่าความบังเอิญนี้คือพรหมลิขิตของทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม ฟ้า เอง ก็มีเพื่อนชายสนิทอย่าง เต้ (หลุยส์ สก็อต) ที่แอบชอบ ฟ้า มานานแล้วเหมือนกัน

เส้นเรื่องของ Gravity of Love ก็ไม่ได้ฉีกหนีจากพลอตละครแบบไทยๆ ไปเท่าไหร่ ญี่ปุ่นเองก็เหมือนจะเป็นโลเกชันที่หนังไทยชอบใช้เวลาพระนางพบรักโรแมนติกกัน เรียกว่าเป็นประเทศที่ถูก ผกก. ไทยไปลุยกันจนช้ำ (ฮา) ตัวละครทั้งหมดก็ยังแบน ๆ พระเอกก็พระเอ๊กพระเอก แสนดี เลิศเลอ ฉะนั้นแล้ว นางเอกโก๊ะๆ อย่างเต้ย ย่อมเป็นตัวละครที่โดดเด่นที่สุดในเรื่อง ซึ่งก็ต้องยอมรับจริงๆ นั่นแหละว่าเธอน่ารักสดใสจริงๆ ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะลุคไหนก็ปัง ถ้าจะพูดตามตรง หนังเรื่องนี้ขายพระนางแบบว่าเนื้อเรื่องช่างแม่ง ที่เหลือเอาฮา (ฮา)

 

ภาพรวมก็ต้องบอกว่าตัวหนังดูได้เพลิน ๆ จากสีสันของแคแร็คเตอร์สมทบที่เรียกเสียงฮาได้เป็นระยะ เนื้อหาเดาได้ตั้งแต่ 5 นาทีแรกอยู่แล้วเหมือนละครไทยเรื่องหนึ่ง ได้เห็นภาพสวย ๆ จากฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ได้เห็นเต้ยในลุคต่าง ๆ นั่นคือสีสันที่นำพาเรื่องไปตลอดรอดฝั่ง อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่ก็เพียบ บทบาทความสัมพันธ์ของตัวละครอื่น ๆ กลับเกลี่ยน้ำหนักได้ไม่ดี ไม่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย แคสไม่ได้ เคมีไม่ออก แคสเนี่ย ผมจะบอกว่ามันเหมือนแคสมาให้ครบ ๆ คือจบเรื่องออกมา ไม่มีภาพจำอะไรกับความสัมพันธ์หลาย ๆ คู่เลย นอกจากกะเทยป้าที่เฮฮาสร้างสีสันได้ บางช่วงยอมรับว่าบรรยากาศเกือบจะไปถึงพวก สายลับจับบ้านเล็ก หรือแม้แต่ กวนมึนโฮ อะไรเทือกนั้นแล้ว แต่บุคลิกตัวละครก็ไม่มีความโดดเด่นแตกต่างมากพอ  

นอกจากนี้ การเดินเรื่องที่พยายามจะปรับวิธีเล่าให้น่าสนใจ แต่ก็ทำได้ไม่ดีพอ หนังไม่มีลายเซนต์ใด ๆ ให้จดจำ เหมือนดูละครหลังข่าว สิ่งที่คุณจะได้คือความน่ารักสดใสของเต้ย ความเท่ของบอย บรรยากาศและโลเกชันสวย ๆ ของญี่ปุ่น ที่เหลือก็ความรักฟุ้งเฟ้อมอมเมาตามประสาละครไทยเท่านั้น หาใช่แรงดึงดูดของพรหมลิขิต

รีวิว Gravity of Love หนังรักโรแมนติกขายพระนางสไตล์ละครหลังข่าว
รีวิว Gravity of Love หนังรักโรแมนติกขายพระนางสไตล์ละครหลังข่าว

เป็นหนังรักที่ได้ดาราไม่ธรรมดาอย่าง เต้ย จรินทร์พร และ บอย ปกรณ์ มารับบทนำ ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกที่ญี่ปุ่น กับหนังที่ถูกปล่อยมาในช่วงปลายปีอย่างนี้ เชื่อเหลือเกินว่าแฟนคลับทั้งคู่คงจะตั้งตารอคอยผลงานที่ทั้งคู่กลับมาเจอกันอีกครั้ง หลังจากเคยทำติ่งฟินจากละคร The Cupids ตอน กามเทพหรรษา เมื่อปีที่แล้ว ก่อนที่สุดแล้วจะมาเป็น Gravity of Love หรือ รักแท้…แพ้แรงดึงดูด

 

หนังเรื่องนี้เล่ามุมมองความรักของ ฟ้า (เต้ย จรินทร์พร) สาวผู้เคยเชื่อในพรหมลิขิตที่จะทำให้เธอเจอรักแท้ แต่ความล้มเหลวในความสัมพันธ์ที่ผ่านมาทำให้ ฟ้า ไม่เชื่อเรื่องพรหมลิขิตอีกต่อไป จนกระทั่งมาพบกับ เซน (บอย ปกรณ์) โดยบังเอิญระหว่างเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นกับแก๊งเพื่อน ๆ หลังจากนั้น ฟ้า กับ เซน ก็ได้บังเอิญเจอกันอีกหลายครั้งจน เซนท้าพนันกับฟ้า ว่าความบังเอิญนี้คือพรหมลิขิตของทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม ฟ้า เอง ก็มีเพื่อนชายสนิทอย่าง เต้ (หลุยส์ สก็อต) ที่แอบชอบ ฟ้า มานานแล้วเหมือนกัน

เส้นเรื่องของ Gravity of Love ก็ไม่ได้ฉีกหนีจากพลอตละครแบบไทยๆ ไปเท่าไหร่ ญี่ปุ่นเองก็เหมือนจะเป็นโลเกชันที่หนังไทยชอบใช้เวลาพระนางพบรักโรแมนติกกัน เรียกว่าเป็นประเทศที่ถูก ผกก. ไทยไปลุยกันจนช้ำ (ฮา) ตัวละครทั้งหมดก็ยังแบน ๆ พระเอกก็พระเอ๊กพระเอก แสนดี เลิศเลอ ฉะนั้นแล้ว นางเอกโก๊ะๆ อย่างเต้ย ย่อมเป็นตัวละครที่โดดเด่นที่สุดในเรื่อง ซึ่งก็ต้องยอมรับจริงๆ นั่นแหละว่าเธอน่ารักสดใสจริงๆ ในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะลุคไหนก็ปัง ถ้าจะพูดตามตรง หนังเรื่องนี้ขายพระนางแบบว่าเนื้อเรื่องช่างแม่ง ที่เหลือเอาฮา (ฮา)

 

ภาพรวมก็ต้องบอกว่าตัวหนังดูได้เพลิน ๆ จากสีสันของแคแร็คเตอร์สมทบที่เรียกเสียงฮาได้เป็นระยะ เนื้อหาเดาได้ตั้งแต่ 5 นาทีแรกอยู่แล้วเหมือนละครไทยเรื่องหนึ่ง ได้เห็นภาพสวย ๆ จากฤดูใบไม้เปลี่ยนสีของญี่ปุ่น ได้เห็นเต้ยในลุคต่าง ๆ นั่นคือสีสันที่นำพาเรื่องไปตลอดรอดฝั่ง อย่างไรก็ตาม ช่องโหว่ก็เพียบ บทบาทความสัมพันธ์ของตัวละครอื่น ๆ กลับเกลี่ยน้ำหนักได้ไม่ดี ไม่น่าสนใจเลยแม้แต่น้อย แคสไม่ได้ เคมีไม่ออก แคสเนี่ย ผมจะบอกว่ามันเหมือนแคสมาให้ครบ ๆ คือจบเรื่องออกมา ไม่มีภาพจำอะไรกับความสัมพันธ์หลาย ๆ คู่เลย นอกจากกะเทยป้าที่เฮฮาสร้างสีสันได้ บางช่วงยอมรับว่าบรรยากาศเกือบจะไปถึงพวก สายลับจับบ้านเล็ก หรือแม้แต่ กวนมึนโฮ อะไรเทือกนั้นแล้ว แต่บุคลิกตัวละครก็ไม่มีความโดดเด่นแตกต่างมากพอ  

นอกจากนี้ การเดินเรื่องที่พยายามจะปรับวิธีเล่าให้น่าสนใจ แต่ก็ทำได้ไม่ดีพอ หนังไม่มีลายเซนต์ใด ๆ ให้จดจำ เหมือนดูละครหลังข่าว สิ่งที่คุณจะได้คือความน่ารักสดใสของเต้ย ความเท่ของบอย บรรยากาศและโลเกชันสวย ๆ ของญี่ปุ่น ที่เหลือก็ความรักฟุ้งเฟ้อมอมเมาตามประสาละครไทยเท่านั้น หาใช่แรงดึงดูดของพรหมลิขิต

The High Path สูงแค่ไหน ไปให้ถึง
The High Path
สูงแค่ไหน ไปให้ถึง
Gravity of Love รักแท้…แพ้แรงดึงดูด
Gravity of Love
รักแท้..แพ้แรงดึงดูด